04/10/2565

ความแตกต่างระหว่างฮินดูกับพุทธ

3 ความคิดเห็น:

  1. Shankaracharya เขียน
    นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ แปล

    ชังคาราจารยา (Adi Shankaracharya) เป็นโยคีและครูทางจิตวิญญาณชาวอินเดียที่มีชีวิตอยู่ประมาณ ค.ศ. 800 หรือประมาณ 1300 ปีหลังพระพุทธเจ้า จะเรียกว่าถ้าจะเรียนรู้ฮินดูให้ได้ลึกซึ้งในเวลาจำกัดต้องเรียนผ่านชังคาราจารยาก็ว่าได้ วันนี้ผมแปลงานเขียนขนาดสั้นที่ชื่อ Atmabodha หรือ “ความรู้จักตัวเอง” ซึ่งมีคนแปลไว้เป็นภาษาอังกฤษหลายฉบับ แต่ผมเลือกแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษฉบับที่แปลไว้อย่างสละสลวยโดย Swami Nikhilananda ซึ่งพิมพ์ไว้ตั้งแต่ปีค.ศ. 1947 เนื่องจากงานเขียนชิ้นนี้เขียนไปทีละโฉลกไม่ต่อเนื่องกัน ผมจึงใส่ตัวเลขนำหน้าแต่ละโฉลกไว้ เผื่อให้ท่านที่สนใจเฉพาะแต่ละประเด็นไปค้นคว้าเพิ่มเติมเอาจากต้นฉบับจริงได้ บางโฉลกผมขออนุญาตใส่ขยายความของผมเองไว้เป็นตัวเอียงในวงเล็บ

    ก่อนอ่านโปรดอย่าลืมว่าฮินดูมีอย่างน้อยๆก็สี่หรือห้านิกายย่อยที่ล้วนมีคอนเซ็พท์ต่างกัน แต่ว่ามีคอนเซ็พท์หลักเหมือนกัน คอนเซ็พท์หลักนี้แตกต่างจากพุทธอย่างจังๆจะๆ คือฮินดูพูดถึงตัวตนที่สูงกว่าความเป็นบุคคล (อาตมัน และบราห์มัน) ซึ่งเผอิญเป็นสาระหลักของงานเขียนชิ้นนี้ ดังนั้นขณะอ่านอย่าพยายามเทียบเคียงกับคำสอนของพุทธ เพราะท่านกำลังอ่านสิ่งที่ไม่เหมือนกันเลย และอย่าพยายามเทียบเคียงกับงานเขียนของปตัญชลีที่ผมเคยแปลไปก่อนหน้านี้ เพราะของปตัญชลีคือโยคะ ซึ่งเป็นอีกนิกายหนึ่ง ซึ่งเป็นคนละนิกายกับเวดันติก (vedantic) ที่ชังคาราจารยาสอนนี้

    ตอบลบ
  2. 8. คนสามารถตระหนักรู้ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างปัจเจกวิญญาณ (individual soul) กับสิ่งสูงสุดสิ่งเดียวที่อยู่เหนือความเกิดความตาย (supreme soul) ได้ ด้วยการศึกษาปฏิบัติตามสุภาษิตคำสอนในตำราโบราณ (Vedic) วินิจฉัยแยกแยะเอาม่านเมฆที่ปกคลุมฉันที่แท้จริงออกไป ว่าฉันไม่ใช่สิ่งนี้ ฉันไม่ใช่สิ่งนั้น

    9. ตัวฉันที่แท้จริงนี้แน่นอนว่าเป็นสิ่งสูงสุดสิ่งเดียว (supreme Brahman) นั่นเองแหละ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความเป็นนิรันดร ไม่แปดเปื้อนด้วยอะไร และเป็นอิสระ แบ่งแยกไม่ได้ เป็นหนึ่งเดียว ไม่เป็นสอง (non-dual) มีธรรมชาติเป็นความเบิกบาน ตื่นรู้ จริงแท้

    10. ความตระหนักรู้ว่าฉันเป็นสิ่งสูงสุดสิ่งเดียว (supreme Brahman) นี้ เกิดขึ้นได้ด้วยการมุ่งมั่นไตร่ตรอง และทำลายความไม่รู้และสิ่งชักนำให้หักเหใดๆให้หมดสิ้นไป ประหนึ่งยาดีทำลายโรคให้สิ้นไปฉันนั้น

    11. ตัวฉันที่เป็นฉันที่สูงสุดสิ่งเดียว (supreme self) นี้ เนื่องจากมีธรรมชาติเบิกบานอย่างยิ่งอยู่เป็นนิจ จึงเป็นทุกอย่างเสียเองไม่ว่าจะเป็นผู้รู้ เป็นผู้เห็น เป็นความรู้ เป็นสิ่งที่ถูกรู้ เป็นสิ่งที่ถูกเห็น โดยไม่มีการแยกแยะออกเป็นส่วนๆ และตัวมันเองนี้แหละที่เป็นผู้ฉายแสงเปล่งประกายออกมา

    12. การตระหนักรู้ธรรมชาติที่แท้จริงว่าตัวฉันที่เป็นฉันสูงสุดสิ่งเดียว (supreme self) จะทำลายความไม่รู้ทั้งปวงที่เกิดจากการหลงเข้าใจว่าฉันนี้เป็นบุคคลคนหนึ่งที่มีอะไรเป็นของฉันเป็นการส่วนตัวได้โดยพลัน ประหนึ่งเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นมาก็จะนำทางให้แก่คนที่กำลังหลงทางอยู่ในความมืดได้ทันที

    13. โยคีที่หลุดพ้นจากความหลงคิดว่าฉันเป็นบุคคลคนหนึ่งไปแล้ว จะมองเห็นจักรวาลนี้ผ่านตาแห่งปัญญาในตัวเขาเอง และมองเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นคือตัวเขาเอง ไม่มีอะไรอย่างอื่นเลย

    14. จักรวาลที่สัมผัสรับรู้มองเห็นได้นี้ก็คืออาตมัน (ฉันที่แท้จริง) อย่างแน่นอน ไม่มีอะไรดำรงอยู่นอกเหนือไปจากอาตมัน ประหนึ่งที่หม้อและไหไม่ได้เป็นอะไรอื่นเลยนอกจากการเป็นดินเหนียว สิ่งใดๆที่ผู้หลุดพ้นแล้วมองเห็นสัมผัสได้ก็มีแต่ฉันที่แท้จริงฉันนั้น

    15. การตระหนักรู้สถานะความเป็นสิ่งเดียวสูงสุด (Brahman) ก็คือเมื่อเห็นแล้วก็ไม่เหลืออะไรให้เห็นเพิ่มอีก เมื่อรู้แล้วก็ไม่เหลืออะไรให้รู้เพิ่มอีก เมื่อเกิดมาเป็นนั่นเป็นนี่แล้วก็ไม่เหลืออะไรให้เกิดมาเป็นอีก

    16. การตระหนักรู้สถานะความเป็นสิ่งเดียวสูงสุด (Brahman) ก็คือการเป็นทุกอย่างเบ็ดเสร็จไม่เป็นสอง (non-dual) (ทั้งผู้เห็นและสิ่งที่ถูกเห็นเป็นสิ่งที่เกิดจากเนื้อเดียวกันเหมือนหม้อกับไหต่างเกิดจากดินเหนียว) เป็นหนึ่งเดียว ไม่แบ่งแยก และมีความเบิกบาน ซึ่งตำราโบราณเรียกว่าเป็นชั้นในสุดที่ปอกเปลือกทิ้งต่อไปอีกไม่ได้แล้ว

    17.การตระหนักรู้สถานะความเป็นสิ่งเดียวสูงสุด (Brahman) ก็คือการเป็นตัวเปล่งประกายส่องสว่างเหมือนดวงอาทิตย์เปล่งแสงสว่าง แต่มันไม่อาจส่องสว่างตัวมันเองได้ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างถูกส่องสว่างขึ้นได้ด้วยแสงของมัน

    18. สถานะความเป็นสิ่งเดียวสูงสุด (Brahman) เป็นอะไรที่ยิ่งไปกว่าจักรวาล ถ้าไม่มีสิ่งเดียวสูงสุดนี้ จักรวาลก็ไม่มี ไม่มีอะไรอยู่ได้เลยถ้าไม่มีสิ่งเดียวสูงสุดนี้ ถ้าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นดำรงอยู่นอกสิ่งเดียวสูงสุดนี้ สิ่งนั้นไม่ใช่ของจริงและจะหายไปในเวลาไม่นานดุจพยับแดด

    19. แม้ว่าฉันที่แท้จริง (อาตมัน) นี้จะเป็นความจริงแท้ เป็นความตื่นและสามารถรับรู้ มีอยู่ในทุกหนทุกแห่ง แต่ผู้จะมองเห็นได้ก็มีแต่ผู้มีปัญญาเท่านั้น ผู้ที่ปัญญาถูกความไม่รู้บดบังก็จะมองไม่เห็นแสงสว่างของอาตมัน ประหนึ่งคนตาบอดไม่เห็นแสงสว่างของดวงอาทิตย์ฉันนั้น

    20. แก่นของชีวิต (Jiva) เอง แท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่ไม่ถูกแปดเปื้อนด้วยมลทินใดๆในการใช้ชีวิต มันถูกอบมาร่ำด้วยไฟแห่งปัญญาความรู้ เมื่อถูกอบร่ำถึงจุดหนึ่งมันก็จะส่องสว่างด้วยตัวมันเองได้ประหนึ่งดั่งทองคำ

    21. ผู้ใดก็ตามที่สละเลิกกิจกรรมทางโลกทั้งหลาย หันมาปฏิบัติบูชาอยู่ในวิหารศักดิสิทธิ์และบริสุทธิ์แห่งอาตมัน ซึ่งเป็นสถานะที่เป็นอิสระจากเวลา ปราศจากสถานที่ ไม่มีระยะทางที่จะต้องไปมา แต่มีปรากฎอยู่ในทุกหนทุกแห่ง เป็นสถานะที่สลายทั้งฝั่งร้อนและฝั่งเย็น ทั้งฝั่งมืดฝั่งสว่าง หรือสองฝั่งใดๆที่ตรงข้ามกัน เป็นสถานะที่ให้ความสุขเบิกบานเป็นนิรันดร ผู้นั้นจะกลายกลายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่รู้ได้ แทรกซึมได้ บรรลุได้ และจะเป็นอมตะ

    ตอบลบ
  3. ความคิดเห็นของ ใคร? เป็นใครไม่รู้

    ผมรู้ดีว่าคำสอนเรื่องตัวตนของฮินดูกับพุทธนั้นไม่เหมือนกันครับ การมาแสดงความเห็นครั้งนี้มิได้ต้องการชี้ว่าของใครผิดหรือถูกนะครับ แต่เป็นการบอกเล่าให้คนที่ยังไม่เข้าใจได้เข้าใจถึงความต่างกัน ป้องกันการสับสนที่จะเกิดกับบางคนต่อไปในวันหน้า ดังเช่นชาวตะวันตกเกือบทั้งหมดที่ไม่สามารถแยกความต่างระหว่างฮินดูกับพุทธได้ อีกทั้งคนไทยที่นับถือพุทธส่วนใหญ่ก็มีความเชื่อปะปนกับความเชื่อฮินดู หรือไม่ได้ตระหนักว่าเมื่อครั้งหลังพุทธกาลนั้น คำสอนของพระพุทธเจ้าถูกนำมาช่วยแก้ไขคำสอนพราหมณ์แล้วเปลี่ยนเป็นศาสนาฮินดู จนกระทั่งกลืนศาสนาพุทธหมดไปจากอินเดียในเวลาต่อมา

    คำว่าโอปาปะติกะในศาสนาพุทธใช้เรียกการเกิดขึ้นของตัวตนภายใน คือการอุบัติขึ้นของความเป็นเราในโลกความคิด สามารถแจกแจงที่มาที่ไปได้ด้วยการอุปมาอุปมัยเป็น เปรต อสุรกาย สัตว์นรก เดรัจฉาน มนุษย์ เทวดา เทพ พรหม การดูละครที่แสดงนั้นผู้แสดงได้ใช้ตัวตนภายในนี้สวมบทบาทสมมุติตามบทประพันธ์ ซึ่งในชีวิตจริงเราก็ใช้ตัวตนภายในนี้สวมบทบาทเป็นพ่อเป็นแม่ เป็นผัวเป็นเมีย เป็นมิตรเป็นศัตรู เป็นนั่นเป็นนี่สารพัดไม่ผิดกับที่อุปมาอุปมัยไว้ ในแต่ละวันตัวตนนี้ขึ้นสวรรค์ลงนรกกันภายในกายภายในใจทั้งๆที่ยังไม่ตาย ตัวตนที่มันเกิดแล้วตายอยู่ภายในคือคำสอนของศาสนาพุทธเรา หวังว่าผู้อ่านจะแยกแยะไม่อิงความเชื่ออันปะปนกับของเขา

    ขอเพิ่มเติมไปถึงคนในปัจจุบันนี้ด้วยครับ การเกิดขึ้นของตัวตนภายในมันมีที่มาที่ไปอย่างไร ทำให้เราแสดงบทบาทในชีวิตอย่างไร พระพุทธเจ้าท่านทรงอธิบายด้วยหลักปฏิจจสมุปปบาท ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาทผู้นั้นเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต ผู้เห็นธรรมนั้นเห็นตัวตนภายในที่อุบัติขึ้น เกิดขึ้นอย่างที่เรียกว่าโอปะปาติกะ นิพพานคือตถาคตไม่เกิดเป็นอะไรแล้ว ทั้ง เปรต อสุรกาย สัตว์นรก เดรัจฉาน มนุษย์ เทวดา เทพ พรหมในขณะยังมีชีวิต มีธาตุมีขันธ์ครบถ้วน เป็นคำอธิบายที่ต่างจากความเชื่อของชาวพุทธส่วนใหญ่หรือนิกายอื่นสอนกัน การไม่เอาไตรสิกขา ไม่เรียนรู้อริยสัจให้แจ่มแจ้งย่อมคิดเอาเองจนหลงตัวตน อวดเก่งเกินพระพุทธเจ้าจึงมีให้เห็น

    เมื่อบอกว่าการเกิดตัวตนเช่นนี้เกี่ยวข้องด้วยสัญญาที่ปรุงแต่งความคิดทำให้เป็นทุกข์ พาลสอนว่าการดับความคิดคือการดับความทุกข์นั้นคือความเขลาเบาปัญญา เพราะพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้มักง่ายอย่างนี้ มันทำที่สุดแห่งทุกข์ไม่ได้จริง อุบายทั้งหลายที่ครูบาอาจารย์สอนให้พ้นจากความคิดเพื่อจะได้เข้าถึงความเป็นกลาง เพื่อใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการเรียนรู้กายใจอย่างที่มันเป็น เพื่อใช้เจริญสติปัฏฐานด้วยสมาธิภาวนา แล้วจะได้มีญาณทัสสนะเห็นธรรมตามที่พระพุทธเจ้าสอน นำไปสู่อริยมรรครู้แจ้งหลุดพ้นความยึดมั่นตามลำดับ ไม่ใช่เลิกคิดแล้วหลุดพ้นจบกิจหมดสงสัยได้นิพพาน สอนให้เข้าใจแบบตื้นๆ พาคนหลงผิดโดยไม่เฉลียวใจ

    ความคิดเปรียบดังกระแสลมที่โหมพัดไฟให้ลุกโชน ความคิดอาจทำให้ความทุกข์เพิ่มทวีขึ้นและลดลงเมื่อลืมคิด แต่การดับความคิดไม่ใช่ดับความทุกข์ ไม่ใช่การดับไฟจนสนิทอย่างแท้จริงครับ

    การถือเอาฉันคือตัวตนที่พ้นสภาพบุคคลเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่งนั้นขัดกับอนัตตา ตถาคตเป็นเพียงสรรพนามที่ใช้แทนผู้พูด แต่ไม่ได้หมายความว่า ตายแล้วยังมีตถาคตกลับไปสู่พรหมัน สิ่งที่ว่านี้จะมีอยู่หรือไม่มีหลังเราตายมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา มันไม่มีตัวตนใดๆเป็นเราตามที่ฮินดูสอน ส่วนใครจะเข้าใจแบบมหายานก็มีสิทธิ์ตีความได้ แต่สำหรับพุทธเถรวาทไม่ได้สอนแบบเขา

    ผมไม่ได้ห้ามใครเชื่อตามเขา หรือตำหนิการนับถือศาสนาอื่นร่วมด้วย แค่ชี้แจงตรงนี้ว่ามันต่างกันนะ อย่าได้สับสนครับ

    ตอบลบ

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น