07/10/2565

นามรูปปริจเฉทญาณ

6 ความคิดเห็น:


  1. เมื่อก่อนพ่อแม่ครูบาอาจารย์องค์หนึ่ง หลวงตามหาบัวท่านก็พูด “ถ้าแยกธาตุแยกขันธ์ไม่ได้ อย่ามาคุยกับนะเราว่าเจริญปัญญา” ฉะนั้นจะเจริญปัญญาก็ต้องแยกธาตุแยกขันธ์ได้ ในปริยัติ เขาเรียกว่าต้องได้นามรูปปริจเฉทญาณ มีปัญญาที่จะแยกรูปนามได้ เราจะแยกรูปแยกนามได้ มีปัญญาอย่างนี้ได้ ต้องอาศัยกำลังของสมาธิชนิดตั้งมั่น

    อย่างเรารู้ว่าจิตไหลปุ๊บ เราจะได้สมาธิตั้งมั่นขณะหนึ่ง ไหลอีกรู้อีกๆ ในที่สุดมันจะตั้งมั่นทรงตัวขึ้นมาได้แล้วคราวนี้เราก็มาแยกขันธ์แล้ว เห็นร่างกายมันหายใจ ใจเป็นคนรู้ จิตมันเป็นคนรู้ เห็นร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน จิตเป็นคนรู้ เห็นร่างกายเคลื่อนไหว ร่างกายหยุดนิ่ง จิตเป็นคนรู้ ดูแยกๆๆ ไปเรื่อยๆ เห็นความสุขความทุกข์เกิดขึ้นในร่างกาย ความสุขความทุกข์ไม่ใช่ร่างกาย เป็นสิ่งที่แทรกเข้ามาในร่างกาย คนละอันกับกายแล้วก็เป็นคนละอันกับจิต จิตมันเป็นคนรู้

    หลวงพ่อเคยทำเหมือนกัน นั่งไม่กระดุกกระดิก นั่งให้มันปวดมากๆ แล้วก็ดูความเจ็บความปวดกับร่างกายคนละอันกัน แล้วก็เป็นคนละอันกับจิตด้วย นี่เราเริ่มแยกขันธ์ได้เยอะขึ้นแล้ว ทีแรกเราแยกกายกับใจออกจากกัน เราแยกได้ 2 ขันธ์แล้ว ต่อมาเราก็แยก เห็นความเจ็บปวดเกิดขึ้นในร่างกาย เราก็ดูไป ร่างกายเมื่อกี้ไม่เจ็บไม่ปวด ตอนนี้เจ็บปวด ร่างกายมันก็ยังนั่งอยู่เหมือนเดิมล่ะ เมื่อกี้ไม่ปวดแต่ตอนนี้ปวด ฉะนั้นความเจ็บความปวดกับร่างกายมันเป็นคนละอันกัน

    หรือเห็นความสุขความทุกข์ในใจ เรานั่งทีแรกจิตใจเราวุ่นวาย ยังไม่สงบ เราเห็นจิตใจไม่มีความสุขเลย วุ่นวาย พอเราภาวนาไปเรื่อยๆ จิตก็สงบขึ้นมา มีความสุขขึ้นมา เราก็จะเห็นความสุขที่เกิดขึ้น เรานั่งสมาธิ มีความสุขขึ้นมา ความสุขไม่ใช่ร่างกาย ความสุขไม่ใช่เวทนาทางร่างกายด้วย แล้วความสุขก็ไม่ใช่จิต ความสุขในใจเรา มันจะแยกๆๆ ไปเรื่อย

    หรือเราภาวนาไปเรื่อยๆ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์ เดี๋ยวจิตก็สุข เดี๋ยวจิตก็ทุกข์ เราก็เห็นสุขทุกข์มันเป็นของถูกรู้ถูกดู มันไม่ใช่จิต ไม่ใช่กาย ไม่ใช่จิต บางทีกุศลอกุศลก็เกิด อย่างเวลาจิตใจเรามีความสุข ราคะมักจะแทรก เราก็จะเห็นความสุขกับราคะก็คนละอันกัน ความสุขกับราคะก็คนละอันกัน แยกๆๆ ไปเรื่อย ความสุขมันเป็นเวทนา อยู่ในเวทนาขันธ์ ราคะมันอยู่ในสังขารขันธ์ จิตนั้นเป็นคนรู้ จิตอยู่ในวิญญาณขันธ์ หัดแยกมันไปเรื่อยๆ แต่อย่าไปคิดแยกเอา ต้องเห็นเอา เราจะเห็นได้ จิตเราต้องตั้งมั่นพอ ฉะนั้นเราทิ้งสมาธิไม่ได้หรอก

    ตอบลบ
  2. เบื้องต้นบางคนหลวงพ่อดูแล้วไม่มีทางเข้าฌานหรอก ให้รู้สึกร่างกายไป ร่างกายกระดุกกระดิก ร่างกายหายใจแล้ว รู้สึกมันไปเรื่อยๆ นานๆ ไปจิตมันก็มีกำลังตั้งมั่นขึ้นมาได้ แล้วก็ค่อยหัดแยกขันธ์เอา แยกง่ายๆ เลย อย่างขณะนี้ร่างกายนั่งอยู่ รู้สึกไหม ร่างกายนั่งอยู่ ลองพยักหน้าสิ พยักหน้า เห็นไหมร่างกายมันเคลื่อนไหว จิตมันเป็นคนรู้ กายกับจิตมันคนละอันกัน หรือต่อไปก็ค่อยๆ หัดแยกความสุขความทุกข์ในร่างกาย มันก็คนละอันกับร่างกาย ความสุข ความทุกข์ ความเฉยๆ ในจิต มันก็คนละอันกับจิต ค่อยแยกๆๆ ไปเรื่อย กุศล อกุศลมันก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง เป็นสังขารขันธ์ มันก็ไม่ใช่กาย มันก็ไม่ใช่เวทนา คือความสุขทุกข์ มันไม่ใช่จิต มันเป็นอีกขันธ์หนึ่ง

    พอเราแยกๆๆ ไปเรื่อยแล้วต่อไปจิตยังทรงตัวอยู่ได้ แต่ส่วนใหญ่พอแยกๆ ได้เดี๋ยวก็ฟุ้งไปอีก กลับมาทำความสงบใหม่ ทำฌานได้ทำไป ทำไม่ได้ รู้สึกร่างกายเคลื่อนไหวไป อย่าไปดูที่จิตตรงๆ จิตเป็นของรวดเร็ว ไปดูที่จิตปุ๊บ หนีไปแล้ว ร่างกายมันหนีไปไหนไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้นเวลาจะทำสมาธิ ถ้าเข้าฌานไม่เป็น รู้สึกร่างกายง่ายกว่ารู้สึกจิต จิตมันว่องไว เราเห็นร่างกายมันนั่ง เห็นร่างกายมันหายใจ เห็นมันไปเรื่อยๆ เดี๋ยวจิตมันค่อยมีกำลังขึ้นมาแล้วก็แยกขันธ์ไป

    แยกขันธ์ได้เราก็ดูขันธ์แต่ละขันธ์ ธาตุแต่ละธาตุ สภาวะแต่ละสภาวะ ตกอยู่ใต้สามัญลักษณะ ลักษณะร่วม สภาวะทุกตัวที่เป็นรูปธรรม ที่เป็นนามธรรม ตกอยู่ในลักษณะร่วมกัน คือความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อนิจจังก็คือมันมีแล้วมันก็ไม่มี มันไม่มีแล้วมันก็กลับมี มันไม่คงที่ ทุกขังก็คือขณะที่มันมีอยู่ มันกำลังถูกบีบคั้นให้มันไม่มี อนัตตาก็คือมันจะมีหรือจะไม่มี เราบังคับไม่ได้ มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน นี่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อนิจจังก็คือมันเคยมีแล้วมันก็ดับไป ทุกขังก็คือของที่กำลังมีกำลังถูกบีบคั้นให้ดับไป อนัตตาก็คือของจะมีหรือของจะดับไปไม่อยู่ในอำนาจบังคับ มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน เราเห็นสภาวธรรมแต่ละตัวๆ ที่ปรากฏขึ้นมา ก็เห็นมันตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์

    ตอบลบ
  3. สภาวธรรมมันมีจำนวนมาก เช่น มีร่างกาย มีเวทนา มีสังขาร มีจิตอะไรอย่างนี้ แล้วแต่ละตัวๆ ก็มีลูกมีหลานเยอะแยะเลย โดยเฉพาะตัวสังขาร ตัวรูป มันก็ส่วนหนึ่งประกอบด้วยสภาวธรรมจำนวนมากในตัวรูป ตัวเวทนามีอันเดียวคือตัวเวทนา สัญญาก็มีอันเดียว ตัวสังขารมี 50 ตัว 50 ชนิด ตัววิญญาณ ตัวจิตจริงๆ มีตัวเดียว คือตัวที่รู้อารมณ์ แต่พอไปรู้อารมณ์ทางตาก็ไปเรียกชื่อใหม่ เป็นจักขุวิญญาณจิตอะไรอย่างนี้ จิตที่ไปรับรู้ทางตา ที่จริงจิตมีสภาวะอันเดียว คือสภาวะที่รู้อารมณ์ ฉะนั้นตัวรูปมีทั้งหมดแยกออกไปได้ 28 ชนิด แต่พวกเรามีไม่ครบหรอก

    อย่างมันมีรูปอยู่คู่หนึ่ง รูปผู้หญิง รูปผู้ชาย อันนี้ไม่ใช่รูปข้างนอก สมัยโบราณก็มองได้แค่รูปข้างนอก ถ้าสมัยนี้คงดูเข้าไปจนถึงยีนข้างใน ดูโครโมโซม ดูอะไรอย่างนี้ ดูผู้หญิงผู้ชาย เพราะร่างกายภายนอก เดี๋ยวนี้มันผ่าตัดได้ เปลี่ยนได้ ถ้าเรามีรูปผู้ชาย เราก็ไม่มีรูปผู้หญิง ฉะนั้นรูป 28 รูป อย่างน้อยเราก็หายไปหนึ่งแล้ว เราไม่ต้องรู้ละเอียดทั้งหมดๆ หรอก เราเห็นรูปบางอย่างก็พอแล้ว เช่น รูปหายใจออก รูปหายใจเข้า รูปยืน เดิน นั่ง นอน

    ในพวกอภิธรรมจะบอกว่า นี่ไม่ใช่รูปแท้ มันเป็นรูปชนิดเดียว เรียกว่าวิญญัติรูป รูปที่เคลื่อนไหว รูปที่เรารู้สึกเอา เราไม่ได้เรียนเอาตำรา แต่เราเรียนเพื่อล้างความเห็นผิดว่าตัวนี้คือตัวเรา ฉะนั้นพอจิตเราตั้งมั่น ดูลงไปเลยรูปมันนั่งอยู่ รู้ว่ามันนั่งอยู่ รูปที่นั่งอยู่ไม่ใช่เรา อย่างนี้ใช้ได้ ไม่ต้องไปนั่งแยกรูปตั้งมากมาย เวทนาเกิดขึ้นก็ไม่ต้องเรื่องมาก ไม่ต้องไปยุ่งมากมาย สัญญาเกิดขึ้นก็ไม่ต้องยุ่งมาก มันก็เป็นสภาวะแต่ละอย่างๆ ตัวสังขารมีตั้ง 50 ตัว เรามีไม่ถึงหรอก อย่างถ้าเราทำฌานไม่ได้ หายไปหลายสิบตัวแล้ว อันนั้นเป็นเรื่องของคนเข้าฌาน

    ถ้าเราอยู่อย่างนี้ จิตเราก็เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง ดูมันง่ายๆ นี้ล่ะ ไม่ต้องซับซ้อนวุ่นวาย คิดมากยิ่งภาวนาไม่ได้หรอก ดูของจริง ดูเท่าที่ดูได้ ดูเท่าที่มันมี ในสภาวะอันหนึ่งๆ ในขณะหนึ่งๆ มีองค์ธรรมเกิดร่วมกันจำนวนมาก มีสภาวะเกิดร่วมกันจำนวนมาก แต่ตัวไหนเด่นดูตัวนั้นๆ ไม่ต้องพยายามดูว่าควรจะดูตัวไหนๆ ไม่มีคำว่าควรจะดูตัวไหน เห็นตัวไหน ตัวไหนมันมีบทบาทเด่นขึ้นมา รู้ตัวนั้นล่ะ

    ยากไหมที่จะรู้ว่าตัวไหนเด่นขึ้นมา ฟังอย่างนี้ยาก แต่คิดถึงเวลาเราดูหนังดูละคร ตัวละครออกมาทีหนึ่งตั้งหลายตัวใช่ไหม ดารามีหลายคนออกมาพร้อมๆ กัน แต่เวลาเราดูเราจะดูตัวที่กำลังมีบทบาทเด่นอยู่ ตอนนั้นผู้ร้ายอาจจะเป็นบทบาทเด่น ไม่ใช่พระเอกก็ได้ ไม่ใช่นางเอกก็ได้ อาจจะตัวตลกมีบทบาทเด่นอยู่ ต้องสอนไหมว่าตอนนี้ควรจะดูตัวไหน ไม่เห็นต้องสอนเลย พวกเราดูหนังเป็นมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วใช่ไหม เรารู้ว่าตอนนี้ควรจะดูตัวไหน

    อย่างคนนั่งอยู่ในห้องเยอะแยะเลย ทุกคนนั่งเรียบร้อยหมดเลย มีคนหนึ่งอย่างนี้ (ทำท่าหาว เกาศีรษะ) เราจะถูกดึงดูดให้ไปดูทันทีเลย คนเรียบร้อยมีตั้ง 200 – 300 คน ไม่ได้ดูแล้ว มันจะไปดูตัวที่มีบทบาทเด่นขึ้นมา ฉะนั้นตัวไหนเด่นดูตัวนั้นล่ะ ไม่ต้องคิดมาก แล้วไม่ต้องไปถามด้วยว่า ควรจะดูตัวไหน มันเหมือนเราไม่ต้องถามแล้วว่าจะดูละครจะดูตัวไหน ถึงเวลามันก็ดูได้ล่ะ พอเราเห็นตัวที่เด่นแล้ว ตัวอื่นช่างมันไปก่อน เราก็จะเห็นตัวนี้เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้

    ตอบลบ
  4. อย่างถ้าเป็นละคร มันมีเหตุก็คือมันมีบทบาทที่จะพูด หรือบทบาทที่จะแสดง ชกต่อยอะไรอย่างนี้ มันมีบทบาทขึ้นมา เราก็ดู อย่างสภาวะในจิตใจเรามีตั้งเยอะตั้งแยะ ตัวสังขาร อย่างโทสะมันเกิด ในขณะที่โทสะเกิด ยังมีสภาวะละเอียดๆ อีกเยอะแยะเลย อย่างมนสิการก็มี มีเอกัคคตาก็มี ฟังแล้วปวดหัว ไม่ต้องไปหามันหรอก โอ๊ย ตอนนี้มีกี่สิบตัวมาประกอบขึ้นมาในขณะนี้ เหมือนละครโรงใหญ่มีตัวละครเยอะแยะเลย ทำงานร่วมกันขึ้นมา แต่โทสะมันกำลังเด่น ดูโทสะ เพราะฉะนั้นไม่ต้องคิดมากว่าจะดูตัวไหน ตัวไหนเด่นดูตัวนั้น แล้วตัวนั้นมันจะแสดงให้เราดู

    อย่างเวลาเราดูละครเห็นไหม ตัวนี้มีบทบาทพูดๆๆ อยู่ หมดคำพูดของตัวนี้ อีกตัวหนึ่งพูดโต้ตอบ เราก็จะหันไปมองตัวใหม่ที่มันพูดโต้ตอบ มันหมดหน้าที่ของตัวเก่าแล้ว มันก็ไปโผล่ที่ตัวใหม่ สภาวะทั้งหลายก็เหมือนกัน ตัวนี้หมดความเด่นแล้ว มันก็ไปขึ้นอีกตัวหนึ่ง ตัวไหนเด่นเราก็เห็นตัวนั้นล่ะ แต่ทุกๆ ตัวแสดงธรรมะอันเดียวกัน ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาเหมือนกัน

    สิ่งที่เราต้องการฝึกจิตฝึกใจของเราให้มันรู้แจ่มแจ้งก็คือสภาวะทั้งหลาย รูปธรรมนามธรรมทั้งหลาย เรียกว่าสังขตธรรม ธรรมะที่ปรุงแต่งอันเกิดทั้งรูปธรรม ทั้งนามธรรม มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้เหมือนกัน เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเหมือนกัน เราภาวนาเพื่อให้เห็นสามัญลักษณะ แต่ก่อนที่เราจะเห็นสามัญลักษณะได้ เราต้องเห็นแต่ละตัวๆ ก่อน ราคะก็มีลักษณะเฉพาะตัวไม่เหมือนโทสะ โทสะก็มีลักษณะเฉพาะตัวไม่เหมือนความสุขอะไรอย่างนี้ แต่ละตัวก็มีลักษณะเฉพาะ ภาษาบาลีเขาเรียกว่าวิเสสลักษณะ คือสภาวธรรมแต่ละตัวมีลักษณะเฉพาะของตัวเอง

    อย่างจิตมีลักษณะเฉพาะคือเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ โทสะธรรมชาติมันทำลายล้าง อยากบดขยี้ ผลักดันอารมณ์ให้กระเด็นออกไปไกลๆ ราคะมันก็มีสภาวะมันดึงดูด มันอยากได้ มันก็ดึงเข้าหาตัว อย่างเราเห็นลูกแมวน่ารัก เราก็อยากอุ้มใช่ไหม นี่เอาเข้าหาตัว ราคะ โทสะ มันก็ผลัก ไม่ชอบอะไรก็ผลักออกไป โมหะมันเป็นสภาวะซึ่งจับอารมณ์ได้ไม่มั่น สับสน วุ่นวาย ลังเล ฟุ้งซ่าน จับอารมณ์ได้ไม่มั่นคง แต่ละอันๆ มันมีสภาวะของมันเอง มีลักษณะเฉพาะตัวของมันเอง ทำให้เราสามารถแยกได้ว่าอันนี้คืออันนี้ๆ ราคะเป็นอย่างนี้ โทสะเป็นอย่างนี้ โมหะเป็นอย่างนี้ สุขเป็นอย่างนี้ ทุกข์เป็นอย่างนี้ รูปเป็นอย่างนี้ จิตเป็นอย่างนี้ แยกได้

    แต่เราไม่ได้เรียนเพื่อจะหัดแยกเฉยๆ ลำพังเรียนวิเสสลักษณะเพื่อให้เห็นว่าตัวนี้กำลังเกิด ตัวนี้ตั้งอยู่และตัวนี้ดับไป เพราะฉะนั้นการรู้วิเสสลักษณะ ลักษณะเฉพาะตัวที่ทำให้เรารู้ว่านี่คืออะไร แล้วเพื่ออะไร เพื่อจะเห็นสามัญลักษณะ เห็นว่าตัวนี้มีอยู่แล้วเดี๋ยวก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ อยู่ไม่ได้จริงหรอก ตรงที่เราเห็นตัวของมันเฉยๆ เห็นแต่ตัวสภาวะเฉยๆ เป็นสมถะ ยังอยู่ในกลุ่มของสมถะ แต่ตรงที่เราเห็นสามัญลักษณะ เห็นไตรลักษณ์ อันนั้นถึงจะขึ้นวิปัสสนา

    ตอบลบ
  5. ฉะนั้นเราค่อยๆ ดู ทีแรกก็หัด ถ้าสรุปตั้งแต่เริ่มต้น หลวงพ่อพูดประเด็นมันเยอะ เริ่มต้นก็คือ ฝึกจิตให้มันมีสมาธิเสียก่อน จะเข้าฌานตามลำดับมันก็ได้ ถ้าตั้งแต่ฌานที่สองถึงฌานที่แปดจะได้จิตที่เป็นตัวรู้ขึ้นมา แต่ถ้าเราทำไม่ได้ เราทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง พอจิตเคลื่อนแล้วรู้ๆ อย่างนั้นก็ได้ แล้วต่อไปจิตมันจะค่อยๆ มีพลัง ทรงตัวขึ้นมา พอจิตมันทรงตัวขึ้นมาได้แล้ว หัดแยกขันธ์ๆ ไป พอมันแยกขันธ์ได้ มันจะเห็นแต่ละขันธ์ ในขันธ์หนึ่งก็มีสภาวะหลากหลาย อย่างสังขารขันธ์มีตั้งเยอะแยะ ตั้ง 50 อย่าง เราไม่ต้องเรียนทั้งหมด เราเรียนเท่าที่มี

    ต่อไปเราก็จะเห็นแต่ละตัวๆ แต่ละสภาวะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไปทั้งสิ้น เราต้องการจะมาเห็นตรงนี้ เราไม่ได้ต้องการเห็นว่าราคะไม่เที่ยงแต่โทสะมันเที่ยง ไม่ใช่ ทุกตัวเหมือนกันหมดเลย สุขหรือทุกข์ก็เสมอกันด้วยความเป็นไตรลักษณ์ กุศลหรืออกุศลก็เสมอกันด้วยความเป็นไตรลักษณ์ ดูให้มันเห็นไตรลักษณ์ ย้ำ ขีดเส้นใต้คำว่าเห็น ไม่ใช่คิด ต้องเห็นเอา ฉะนั้นวิปัสสนา วิปัสสนะก็คือวิ แปลว่าแจ้ง ปัสสนะ คือการเห็น ต้องเห็นเอา คิดเอาไม่ได้ เพ่งเอาก็ไม่ได้ ต้องเห็นเอา

    เราเห็นอะไร เช่น เราเห็นราคะมันเกิดขึ้น ราคะมันตั้งอยู่ ราคะมันดับไป อย่างนี้เรียกว่าเราเห็น ถ้าเราคิดว่า เอ๊ะ ตอนนี้จิตเรามีราคะ หรือมีโทสะ อันนี้ไม่เรียกว่าเห็น ยังหลงอยู่ในโลกของความคิด พอเราสะสมการเห็นถูกไปเรื่อยๆ เราสะสมการเห็นถูกบ่อยๆๆ เห็นไตรลักษณ์ อะไรเกิดขึ้นก็เห็นไตรลักษณ์ๆ ต่อไปถึงจุดหนึ่งจิตมันสรุปเอง สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นดับ แล้วทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ทั้งสิ้นเลย ฝึกไปๆ

    ถ้าคนไหนทำฌานได้ ถึงเวลาก็เข้าที่ภาวนา ทำความสงบเข้ามา ถ้าเราชำนาญ เรามนสิการ เรานึกถึงความสงบในสมาธิ สงบได้เลย นึกปุ๊บก็สงบปั๊บเลย พอสงบแล้วก็พักผ่อนอยู่ตามอัธยาศัย พักผ่อนพอสมควรแล้ว อย่าขี้เกียจ ให้ถอยจิตออกมานิดหนึ่ง ให้มันทำงานได้ อย่าให้มันนิ่งว่างๆ อยู่เฉยๆ อันนี้มันพูดภาษาคน มันก็พูดอย่างนี้ จะในเรื่องของจิตใจ ต้องไปดูเอาเองว่าดูสภาวะว่างๆ ดูอย่างไรที่จิตจะสงบ ดูอย่างไรที่จิตจะทำงานได้ ปรุงแต่งได้ ก็ต้องไปหัดดูเอาเอง พูดไม่ได้หรอก สอนไม่ได้

    ตอบลบ
  6. ตอนนี้โลกมันวิ่งเร็วมาก อย่างพวกชอบออกความเห็น พวกอาจารย์ พวกอะไรนี้ล่ะ ตามมหาวิทยาลัย เรียนมาจากเมืองนอก ก็บอกว่าศาสนาพุทธไม่ต้องมาเรียน ไม่สำคัญหรอก ไม่ได้ตอบโจทย์ทุกอย่าง แล้วหลักการทางวิชาการ ต้องแยกศาสนาออกจากวิชาการ อันนี้เขาไปรับคอนเซ็ปต์ฝรั่งมา ศาสนาของฝรั่ง มันต่อต้านความเปลี่ยนแปลง กาลิเลโอใช่ไหม ค้นพบอะไรใหม่ๆ ขึ้นมา ศาสนจักรเหยียบย่ำแย่เลย ฝรั่งก็รู้สึกว่าศาสนามันต้องแยกออกจากวิชาการ

    แต่พุทธเราไม่เคยเป็นแบบนั้น ศาสนาพุทธเป็นศาสตร์ที่ว่าทำอย่างไรเราจะไม่ทุกข์ จะมีวิชาการอะไร ตราบใดที่ยังทุกข์อยู่ ก็ยังตอบโจทย์ชีวิตไม่ได้หรอก มันไม่เหมือนกัน ศาสนาพุทธไม่เคยไปเบียดเบียนขัดขวางความเจริญอะไรทั้งสิ้น พอไม่เข้าใจก็พูดส่งเดชไป ถ่ายทอดความเห็นผิดออกไป มีเยอะที่ถ่ายทอดความเห็นผิดกันเยอะแยะมากเลย หลายๆ เรื่อง ฉะนั้นเด็กรุ่นหลังๆ จะยิ่งไม่เข้าใจมากขึ้นๆ ของเราต่อไปเราก็แก่ เราก็ตายไป คนรุ่นหลังจะไม่เอาแล้ว เพราะฉะนั้นอย่ารอจนวันที่ศาสนาสูญหาย รีบปฏิบัติเสียก่อน

    พวกนักวิชาเกินมีปัญหาเยอะเลย ถ่ายทอด สอนเด็ก อย่างโจมตีว่าเมืองไทยยุครัชกาลที่ 5 ยังมีทาส เป็นการกดขี่ อันนั้นเอาคอนเซ็ปต์ทาสของยุโรปมาใช้ ประเทศหนึ่งมหาอำนาจนี้ล่ะ เข้าไปยึดประเทศใกล้ๆ เอามา แล้วเอาคนของเขาไปเป็นทาส ฝรั่งด้วยกันนี่ล่ะเอาฝรั่งไปเป็นทาส ยุคแรก แต่มันทำงานไม่เข้มแข็งเท่าไรหรอก ฝรั่งไม่ค่อยทำอะไร เลยไปจับพวกแอฟริกาไปเป็นทาสต่อ เอาไปบังคับให้ทำงาน ทาสไทยไม่ได้เป็นอย่างนั้น ทาสไทย ตอนเลิกทาส ทาสร้องไห้เลย ต่อไปนี้ลำบากแล้ว ไม่มีผู้ปกครองดูแล

    คือไปเอาคอนเซ็ปต์ของชาติหนึ่งของกลุ่มหนึ่งมาสวมลงมา สวมเข้ามาเฉยๆ แล้วไม่ได้เข้าใจบริบท ไม่ได้เข้าใจอะไรในบ้านเมืองของเราจริง ถ่ายทอดอะไรออกไป ดูแล้วก็ต่อไปข้างหน้าจะลำบากหน่อย เรารีบๆ ภาวนา รีบภาวนาเข้า อะไรที่มันเพี้ยนๆ ฝรั่งครอบหัวมาก็เชื่อมันหมด

    ที่พูดเรื่องหลังๆ เพื่อจะเตือนพวกเรารีบภาวนาเข้า ไม่ใช่พูดเพื่อจะไปโจมตีประเทศไหน หรือโจมตีคนกลุ่มไหนหรอก เพราะไม่ควรจะโจมตีเสียเวลา ไม่ใช่เรื่อง งานหลักของเราคืองานล้างกิเลสของเราเอง



    หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
    วัดสวนสันติธรรม
    2 ตุลาคม 2565

    ตอบลบ

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น